วันอังคารที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2557

สอบเก็บคะแนน 10 คะแนน ให้ทำให้ถูกทุกข้อ  และเวลาทำให้ทำลงใน Blogger ของตนเองเท่านั้น เช่น
สื่อกลางในการส่งข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์คือข้อใด
    ตอบ.........................................................................
2.โปรแกรมปฎิบัติการที่นิยมใช้ในการทำระบบเครือข่ายคือโปรแกรมใด
    ตอบ............................................................................

จากนั้น เผยแพร่บทความ แล้ว COPY URL มาส่งในกลุ่ม FACE BOOK  ถือว่าเสร็จกระบวนการ 


1. สื่อกลางในการส่งข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์คือข้อใด
     1. แปลงสัญญาณและควบคุมการรับส่งข้อมูลระหว่างเครื่อง
     2. เป็นสัญาณที่วิ่งระหว่างNode ภายในระบบเครื่อข่าย
     3. บ้านเลขที่ของเครื่องคอมพิวเตอร์
     4. สายเคเบิล คลื่นวิทยุ อินฟาเรด
2. แพ็คเกจของข้อมูลคืออะไร
     1. แปลงสัญญาณและควบคุมการรับส่งข้อมูลระหว่างเครื่อง
     2. เป็นสัญาณที่วิ่งระหว่างNode ภายในระบบเครื่อข่าย
     3. บ้านเลขที่ของเครื่องคอมพิวเตอร์
     4. สายเคเบิล คลื่นวิทยุ อินฟาเรด
3. โปรแกรมปฎิบัติการที่นิยมใช้ในการทำระบบเครือข่ายคือโปรแกรมใด
     1. WindowsXP
     2. Netware
     3. Windows2003 Sever
     4. WindowsLive
4. LAN เป็นระบบเครือข่ายที่เชื่อมต่อกันอย่างไร
     1. เป็นกลุ่มคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกันในพื้นที่ที่จำกัด
     2. นำเครือข่ายLANที่อยู่ในพื้นที่เดียวกันมาต่อกันให้มีขนาดใหญ่ขึ้น
     3. เป็นการต่อกันระหว่างประเทศขนาดใหญ่
     4. Peert To Peer

5. MANเป็นระบบเครือข่ายที่เชื่อมต่อกันอย่างไร
     1. เป็นกลุ่มคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกันในพื้นที่ที่จำกัด
     2. นำเครือข่ายLANที่อยู่ในพื้นที่เดียวกันมาต่อกันให้มีขนาดใหญ่ขึ้น
     3. เป็นการต่อกันระหว่างประเทศขนาดใหญ่
     4. Peert To Peer
6. WAN เป็นระบบเครือข่ายที่เชื่อมต่อกันอย่างไร
     1. เป็นกลุ่มคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกันในพื้นที่ที่จำกัด
     2. นำเครือข่ายLANที่อยู่ในพื้นที่เดียวกันมาต่อกันให้มีขนาดใหญ่ขึ้น
     3. เป็นการต่อกันระหว่างประเทศขนาดใหญ่
     4. Peert To Peer
7. หน้าที่ของคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องในระบบเครือข่ายแบ่งตามลักษณะสำคัญได้ 2 ประเภทประเภทที่สามารถดูแลควบคุมผู้ใช้จำนวนมากได้คือแบบใด
     1. Peert To Peer
     2. เป็นการต่อกันระหว่างประเทศขนาดใหญ่
     3. นำเครือข่ายLANที่อยู่ในพื้นที่เดียวกันมาต่อกันให้มีขนาดใหญ่ขึ้น
     4. Client-Server
8. ข้อใดต่อไปนี้ไม่ได้เป็นการเข้าโจมตีเครือข่าย
     1. Access Attack
     2. Modification Attack
     3. Deny of Service Attack
     4. Attack point



9. ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช้การโจมตีจากเครือข่าย
     1. Packet Sniffing
     2. IP Spoofing
     3. Password Attack
     4. Firewall
10. ข้อใดคือเทคโนโลยีรักษาความปลอดภัย
     1. Packet Sniffing
     2. IP Spoofing
     3. Password Attack
     4. Firewall
11. ข้อใดไม่ได้จัดอยู่ในชนิดของFirewallที่นักเรียนศึกษา
     1. Stateless
     2. Proxy Service
     3. Statefull Inspection
     4. Host
12. ข้อใดต่อไปนี้ไม่ได้จัดอยู่ในกรณีประเภทของระบบสารสนเทศ
     1. ระบบประมวลผลรายการประจำวัน
     2. ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ
     3. ระบบสารสนเทศเพื่อผู้บริหาร
     4. ระบบสารสนเทศผู้ไม่เชี่ยวชาญ


13. ข้อใดไม่ได้จัดอยู่ในการพัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศ
     1. การรวมตัวกันของเทคโนโลยีสารสนเทศ
     2. ต้นทุนที่ถูกลง
     3. การพัฒนาอุปกรณ์ที่เล็กลง
     4. ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ
14. วิวัฒนาการของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่เรียกว่ายุคการแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์(EDI)มีความหมายว่าอย่างไร
     1. เข้าถึงการซื้อขายในระดับผู้บริโภคทั่วๆไป
     2. มีคอมพิวเตอร์ที่ต่อกับอินเตอร์เน็ทก็มีส่วนร่วมได้
     3. แนวคิดที่จะให้เครื่องลูกค้าแลกเปลี่ยนเอกสารกันทางอิเล็กทรอนิกส์โดยตรง
     4. มีโปรแกรมที่รองรับดีมากยิ่งขึ้น
15. วิวัฒนาการของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่เรียกว่ายุคพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มีความหมายว่าอย่างไร
     1. แนวคิดที่จะให้เครื่องลูกค้าแลกเปลี่ยนเอกสารกันทางอิเล็กทรอนิกส์โดยตรง
     2. นิยมใช้น้อยเนื่องจากค่าใช้จ่ายในการวางระบบและดำเนินการสูง
     3. ใช้เฉพาะในวงการอุตสาหกรรมหรือการค้าเฉพาะทาง
     4. ค่าใช่จ่ายในการดำเนินงานมีต้นทุนที่ถูกลง
16. คอมพิวเตอร์จะทำงานได้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ ระบบคอมพิวเตอร์ควรจะประกอบไปด้วยองค์ประกอบที่ต้องทำงานประสานกัน ประกอบด้วยอะไรบ้าง
     1. ฮาร์ดแวร์ (Hardware) ซอฟต์แวร์ (Software)
     2. กระบวนการทำงาน (Procedure)
     3. บุคลากร (Pepleware) ข้อมูล
     4. software

17. Input Unit ทำหน้าที่รับข้อมูลและโปรแกรมลงสู่เครื่อง อุปกรณ์ที่ใช้รับข้อมูลลงสู่เครื่องคือข้อใด
     1. เครื่องสแกน
     2. จอภาพ
     3. เครื่องพิมพ์
     4. ลำโพง
18. ซอฟต์แวร์ระบบ หมายถึงข้อใด
     1. ชุดคำสั่งที่เขียนไว้เป็นคำสั่งสำเร็จรูป ซึ่งจะทำงานใกล้ชิดกับคอมพิวเตอร์มากที่สุด เพื่อควบคุมการทำงานของฮาร์ดแวร์ทุกอย่าง และคอยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้
     2. ระบบที่อาจจะเป็นฮาร์ดแวร์ หรือซอฟต์แวร์ที่ช่วยในการจัดระเบียบในการอินเทอร์เฟซระหว่างผู้ใช้กับเครื่อง ตลอดจนควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ และการจัดสรรทรัพยากรในระบบให้ใช้งานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
     3. ทรัพยากรของระบบ โปรแกรมใช้ทรัพยากรมากบ้างน้อยบ้าง แต่เนื่องจากทรัพยากรบางอย่างมีจำกัด ทำให้เมื่อมีการเรียนใช้อาจจะทำให้ทรัพยากรนั้นหมดได้
     4. เป็นหน้าที่ของระบบปฏิบัติการที่จะต้องจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด และหลายประเภทให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้ระบบทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และได้งานเพิ่มมากขึ้น
19. โปรเซสที่สมบูรณ์จะต้องประกอบด้วยสิ่งใดบ้าง
     1. หมายเลขโปรเซส (Process ID) , โค้ดโปรแกรม (Program Code) และคุณสมบัติของโปรเซส
     2. หมายเลขโปรเซส (Process ID) , ข้อมูล (Data) , บล็อกควบคุมโปรเซส (Process Control Block) และคุณสมบัติของโปรเซส
     3. หมายเลขโปรเซส (Process ID) , โค้ดโปรแกรม (Program Code) , ข้อมูล (Data) , บล็อกควบคุมโปรเซส (Process Control Block) , PSW (Program Status Word) และคุณสมบัติของโปรเซส
     4. หมายเลขโปรเซส (Process ID) , PSW (Program Status Word) และบล็อกควบคุมโปรเซส (Process Control Block)


20. คุณสมบัติโปรเซสประกอบด้วยอะไรบ้าง
     1. ลำดับความสำคัญของโปรเซส , อำนาจหน้าที่ของโปรเซส และคุณสมบัติอื่นที่ระบบปฏิบัติการกำหนดให้มี
     2. ลำดับความสำคัญของโปรเซส และ อำนาจหน้าที่ของโปรเซส
     3. อำนาจหน้าที่ของโปรเซส และ คุณสมบัติอื่นที่ระบบปฏิบัติการกำหนดให้มี

     4. ลำดับความสำคัญของโปรเซส และ คุณสมบัติอื่นที่ระบบปฏิบัติการกำหนดให้มี

วันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

การประกอบคอมพิวเตอร์ PC



รากลึกปัญหาการศึกษา..ต้องใช้วิธีพิเศษถึงจะแก้ไขได้


          จากการบริหารประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ในช่วงไม่นานนักก็สามารถสร้างความพึงพอใจให้กับประชาชนส่วนใหญ่ได้มากที เดียว เพราะดูจากผลโพลสํานักต่าง ๆ แล้วก็ออกมาในทางบวกทั้งสิ้น ที่เป็นเช่นนี้ก็น่าจะมาจากการแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนจนเห็นผลเป็นรูปธรรมและรวดเร็ว 

          อย่างไรก็ตามการที่จะทําให้คนไทยมีความสุขอย่างยั่งยืนได้นั้นคงจะต้อง แก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตคนไทยอีกหลายด้าน และด้านหนึ่งนั้นก็คงหนีไม่พ้นเรื่องการศึกษา เพราะคุณภาพการศึกษาของไทยที่เป็นอยู่ แม้แต่กลุ่มอาเซียนด้วยกันเองที่เป็นเช่นนี้ก็ด้วยยังมีสารพัดปัญหาอยู่ ซึ่งเคยนําเสนอไปหลายครั้งแล้ว แต่ปัญหาทั้งหลายก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขเท่าที่ควรเมื่อ คสช. แก้ปัญหาต่าง ๆ ลุล่วงไปด้วยดีจึงอยากให้ได้ผ่าทางตันกับเครื่องมือพัฒนาคุณภาพชีวิตบุคลากร ของชาติด้านนี้ เพราะเป็นดินพอกหางหมูมานานแล้วคงจะแก้ไขด้วยวิธีการปกติได้ยาก ซึ่งปัญหาที่ว่านี้มีอยู่หลายปัจจัยแต่ด้วยเนื้อที่มีจํากัดจึงขอนําเสนอ เฉพาะเรื่องที่เห็นว่าจําเป็นเร่งด่วนก่อนดังนี้

          เรื่องแรก ปัญหาขาดแคลนครู ที่เกิดขึ้นใน 2 ลักษณะ คือ ครูไม่พอสอนครบชั้น ซึ่งจะเกิดขึ้นกับโรงเรียนขนาดเล็กที่มีอยู่อีกเป็นหมื่นแห่งที่ขาดครู สะสมมานานตั้งแต่ฟองสบู่แตก แล้ว ADB เข้ามากําหนดอัตราส่วนครูต่อเด็กในภาพรวม 1:25 วิธีคิดเช่นนี้หากโรงเรียนมีเด็ก 50-60 คน จะมีครูได้แค่ 2 คน แต่ต้องเปิดเรียน 6 ชั้น ครูต้องปฏิบัติงานเหมือนโรงเรียนขนาดใหญ่ทุกอย่าง การขาดแคลนครูยิ่งหนักขึ้นเมื่อมีโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกําหนดติดต่อกันหลายครั้งทํา

          ให้ครูออกจากระบบเป็นแสนราย ทําให้โรงเรียนขนาดเล็กบางแห่งไม่เหลือครูอยู่เลยหรือเหลืออยู่แค่ 1-2 คน ด้วยอัตราจะต้องถูกยุบไปด้วย แม้ช่วงหลังจะคืนให้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่กว่าจะได้คืนมาต้องใช้เวลาเป็นปีที่สําคัญจะไม่มีเงินมาให้ด้วยหากต้น สังกัดไม่มีเงินเหลือยู่ก็ต้องรอของบประมาณในปีต่อไปถึงจะบรรจุได้ แต่เด็กต้องเรียนรู้ทุกวันจะทําอย่างไร ยิ่งหน่วยงานดูแลบุคลากรภาครัฐเห็นดีเห็นงามกับเกณฑ์ดังกล่าวเลยคิดว่าครูใน ภาพรวมเกินเกณฑ์อยู่ ซึ่งก็เป็นข้อเท็จจริงแต่หากเจาะลึกเป็นรายโรงโดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กด้วย แล้วปัญหาขาดแคลนครูก็มีอยู่การที่จะให้เกลี่ยครูจากโรงเรียนเกินเกณฑ์ไปให้ โรงเรียนขนาดเล็กพื้นที่ห่างไกลนั้นจะทําได้อย่างไร เมื่อทั้งตำแหน่งและเงินเดือนก็อยู่โรงเรียนนั้นแล้ว หากครูไม่ขอย้ายไปจับย้ายคงถูกฟ้องร้องกันวุ่น วายแน่ ส่วนจะมัวรอให้เกษียณอายุราชการหรือเกิดอัตราครูว่างก่อนแล้วค่อยตัดอัตราไป ให้โรงเรียนขาดแคลนจะต้องใช้เวลาอีกกี่สิบปีปัญหานี้ถึงจะยุติได้ แล้วเด็กที่รอครูอยู่ที่ต้องเสียโอกาสกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตมากมาย

          ลักษณะที่ 2 คือ ครูไม่พอสอนครบวิชา จะเกิดขึ้นไม่เว้นแม้แต่โรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีครูเกินเกณฑ์ เพราะเมื่อโรงเรียนเหล่านี้เกิดอัตราว่างขึ้นจะถูกตัดอัตราไปให้กับโรงเรียน ขาดแคลนทำให้ครูวิชาเอกนั้น ๆ ของโรงเรียนลดลงโดยเฉพาะครูสาขาขาดแคลนกลุ่ม คณิตศาสตร์ ภาษาต่างประเทศ ที่มีครูน้อยอยู่ก่อนแล้ว หากต้องเจอกับสภาพดังกล่าวยิ่งต้องขาดแคลนไปกันใหญ่ กับบางวิชาเอกแต่จะไปเกินเกณฑ์กับบางวิชาเอก ส่วนนี้หากโรงเรียนที่มีเงินก็พอแก้ไขได้ด้วยการจัดหาครูอัตราจ้างมาทดแทน แต่หากเป็นโรงเรียนที่ไม่มีเงินปัญหาดังกล่าวก็จะแก้ไขได้ยาก

          สําหรับวิธีการแก้ปัญหานี้เมื่อไหน ๆ ก็ต้องคืนอัตราครูเกษียณให้ 100 เปอร์เซ็นต์และก็รู้จํานวนครูที่จะเกษียณแต่ละปีอยู่แล้วก็น่าจะกําหนดอัตรา ครูใหม่ทดแทนให้ 5 ปีล่วงหน้าก่อนเลยเมื่อมีอัตราครูว่างแล้วค่อยยุบไปดีกว่ามัวรอให้เกิดอัตรา ว่างก่อนแล้วค่อยตัดโอนไปให้การปล่อยให้โรงเรียนครูไม่พอสอนอยู่อย่างนี้ แล้วอีกกี่ปีถึงจะแก้ปัญหาคุณภาพผู้เรียนได้

          เรื่องที่ 2 ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก ที่ปัจจุบันยังมีอยู่อีกเป็นหมื่นแห่ง ซึ่งจะขาดความพร้อมทั้ง ครู อาคารสถานที่ สื่อ เทคโนโลยีรวมถึงปัจจัยภายนอกที่จะมาส่งเสริมสนับสนุน รัฐต้องจัดหาให้แทบทุกด้าน แต่คุณภาพการศึกษาก็เกิดได้ไม่เต็มที่จึงเป็นการจัดการศึกษาที่ไม่คุ้มทุน โรงเรียนที่ว่านี้เด็กก็มีน้อยและลดลงทุกปี บางแห่งเปิดสอนได้เฉพาะบางชั้นการหวังพึ่งชุมชนให้เข้ามาช่วยเหลือคงเป็นได้ แค่ทฤษฎี เพราะประชาชนเองก็ขาดแคลนหรือไม่ก็ทิ้งถิ่นฐานไปหากินที่อื่น เมื่อโรงเรียนขาดความพร้อมแล้วจะให้คุณภาพเด็กดีได้อย่างไร การแก้ปัญหาที่ดีที่สุดก็คือการยุบโรงเรียนขนาดเล็กกลุ่มที่อยู่ในพื้นที่ ราบการคมนาคมสะดวกระยะทางไม่ห่างจากโรงเรียนที่จะไปยุบรวมมากนักโดยภาครัฐ ต้องหาวิธีการให้เด็กเดินทางได้สะดวกที่สุดอาจจัดเป็นค่าพาหนะหรือรถรับส่ง รวมถึงการสร้างความมั่นใจให้กับผู้ปกครองด้านความปลอดภัยด้วย หากทําได้เช่นนี้เชื่อว่าการยุบโรงเรียนขนาดเล็กในบริบทดังกล่าวจะเกิดขึ้น ได้เด็กก็จะได้รับประโยชน์ รัฐก็จะเหลือทรัพยากรไปช่วยโรงเรียนขนาดเล็กอื่นที่ไม่สามารถยุบได้อีกไม่ น้อย ปัญหาขาดแคลนครูก็จะลดลง ซึ่งการยุบโรงเรียนขนาดเล็กที่ผ่านมาทําได้ยากก็ด้วยมี ผู้บริหารโรงเรียน ผู้นําท้องถิ่น นักการเมือง บางคนต่อต้านทั้งที่เขาเหล่านี้อาจไม่มีบุตรหลานเรียนอยู่ในโรงเรียนนั้น แล้วก็ได้แต่ด้วยต้องการให้มีโรงเรียนอยู่คู่กับหมู่บ้านโดยเฉพาะผู้บริหาร โรงเรียนที่เกรงว่าตําแหน่งตนเองจะถูกแขวน ลอยไปอยู่ที่อื่นจึงไม่อยากให้ยุบ ซึ่งปัญหานี้หมักหมมมานานหากปล่อยให้เป็นไปตามระบบคงแก้ได้ยาก

          เรื่องที่ 3 ธุรกิจการศึกษาหากินกับเด็กที่มีหลากหลายวิธีการด้วยกัน แต่ในที่นี้จะขอนําเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับเด็กโดยตรง คือ การสอนพิเศษที่ปัจจุบันกลายเป็นธุรกิจหลายหมื่นล้านไปแล้วที่เป็นเช่นนี้ก็ เพราะทุกฝ่ายมุ่งแต่ผลสัมฤทธิ์ด้านวิชาการเป็นหลัก ไม่เว้นแม้แต่เด็กปฐมวัยทั้งที่เด็กระดับนี้จะต้องสร้างพัฒนาการด้านร่างกาย ปลูกฝังสิ่งดีงามให้เกิดขึ้นในจิตสํานึกแต่กลับใส่วิชาการจนเด็กเบื่อ โรงเรียนยิ่งเรียนระดับสูงขึ้นเนื้อหาก็จะยิ่งมากขึ้นและเมื่อต้องมีการสอบ เข้ามหาวิทยาลัยแบบรับตรงก่อนเด็กเรียนจบหลักสูตร ม.6 ด้วยแล้ว การเรียนพิเศษจึงกลายเป็นความจําเป็นสูงสุดของเด็กมากกว่าการเรียนในห้อง เรียน ทําให้เด็กเรียนแบบไม่มีวันพัก ไม่มีเวลาพัฒนาด้านอื่น เวลาสร้างสายใยรักครอบครัวก็ไม่เหลือรายจ่ายกับการศึกษาก็มากขึ้นแต่คุณภาพ ชีวิตกลับลดลง ซึ่งส่วนนี้หากเห็นว่าการติวเตอร์มีความสําคัญทําไมรัฐไม่นําครูที่สอนเก่ง หรือที่รับสอนติวเตอร์อยู่มาสอนแล้วบันทึกซีดีในทุกเนื้อหาจนจบหลักสูตรแต่ ละระดับแล้วสําเนาให้กับทุกโรงเรียนเพื่อเด็กทุกพื้นที่จะได้เรียนกับครูที่ สอนเก่งแม้จะผ่านสื่อก็ตาม ส่วนครูที่สอนอยู่ในโรงเรียนก็จะได้ศึกษาวิธีการและสรุปให้เด็กเข้าใจมาก ขึ้นหรือหากเด็กไม่เข้าใจบทเรียนก็สามารถกลับไปเปิดดูย้อนหลังได้ ซึ่งวิธีการเช่นนี้จะกล้าทําหรือไม่

          เรื่องที่ 4 ควรแก้ไข พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542 ให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตความเป็นไทยให้มากขึ้นโดยเฉพาะการสร้างคนดี ด้วยกฎหมายที่ว่านี้ใช้มาแล้ว 15 ปี ผลเป็นอย่างไรก็อย่างที่รู้กันอยู่จึงน่าจะแก้ไขในหลายส่วนทั้งโครงสร้างที่ ควรกลับไปใช้ระบบกรมเช่นเดิม รวมถึงควรปรับวิธีการดําเนินการของสำนักรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการ ศึกษา(สมศ.) และ สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) หรือหากยกเลิกไปเลย ครูทั้งประเทศคงดีใจเพราะได้ดําเนินการไปแล้วหลายปีใช้เงินไปแล้วมิใช่น้อย แต่คุณภาพเด็กก็ไม่ได้ดีขึ้น ที่สําคัญวิธีการที่ทําอยู่ก็ไม่ได้ช่วยเหลือที่ยังมีอุปสรรคปัญหาอยู่เพราะ ทั้งการประเมินและการวัดผลไม่ได้คํานึงถึงบริบทการจัดการศึกษาของแต่ละ พื้นที่ว่าแตกต่างกันอย่างไรหรือต้องพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กแต่ละบริบทอย่างไร

          ปัญหาที่นํามาเสนอบางส่วนนี้คิดว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบก็ทราบดีอยู่แล้ว จนเห็นเป็นปัญหาปกติจึงไม่ค่อยใส่ใจเหมือนกับการคิดเทรนด์ใหม่ ๆ ที่จะทําให้ได้งบประมาณมาดําเนินการง่ายกว่าทั้งที่สิ่งที่ว่ามานี้ล้วนส่ง ผลต่อคุณภาพชีวิตของเด็กโดยตรงทั้งสิ้น เมื่อ คสช. ต้องการสร้างความสุขให้กับประชาชนแล้วก็อยากให้สร้างความสุขอย่างยั่งยืน วิธีการที่ดีที่สุดก็คือทําให้คนในชาติมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และการศึกษาที่มีคุณภาพเท่านั้นที่จะตอบโจทย์นี้ได้.

กลิ่น สระทองเนียม 

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์